เปล่งประกาย ฉายศักยภาพ

, , No Comments
มีคำกล่าวไว้ว่า "ผลงานเป็นฉันใด ชีวิตคนเราก็เป็นฉันนั้น"  ( อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์ : ไม่ได้กล่าวไว้ อิ อิ ) แม้บางคนจะเกิดมามีร่างกายพิกลพิการ สุขภาพไม่ดี ลำบากยากจน อาจเรียกว่ามีต้นทุนที่เสียเปรียบคนอื่นมาตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะต้องลงเอยด้วยความล้มเหลวตกต่ำ หากแต่มีความพากเพียร และใช้สติปัญญา ความสามารถ และต้นทุนเท่าที่มีอยู่ พัฒนาชีวิตให้เจริญงอกงามและประสบความสำเร็จได้  หากเรามองดูหลายคนที่ตาบอด หูหนวก สามรถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เป็นเพราะอะไร? แต่ที่มั่นใจได้อย่างนึงคือ คงไม่ใช่เพราะโชคช่วยแน่ๆ แต่เพราะเขาไม่ดูแคลนหรือรังเกียจสิ่งที่มีอยู่ของตัวเอง หากแต่รู้จักใช้ หรือพัฒนาศักยภาพจนค้นพบ ความสามารถ ความสุข และสร้างสรรค์ความสำเร็จแก่ชีวิตได้  ในขณะที่หลายคนมีพร้อมทุกอย่าง แต่ชีวิตกลับตกต่ำ ซ้ำยังไม่สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้ตน และเป็นประโยชน์แก่โลกได้เลย



“พรสวรรค์ไม่มีความหมาย” คำกล่าวนี้ทำให้คำว่า "พรสวรรรค์" ดูเหมือนไม่มีค่าอะไรเลย แต่จะว่าไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรต่ำต้อย ด้อยค่าอย่างแท้จริง ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า หรือมีศักยภาพที่จะกลายเป็นประโยชน์ได้เสมอ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นประโยชน์ หรือนำศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่หรือไม่  ยกตัวอย่างเช่น มูลของสัตว์หากกองอยู่บนพื้นถนนย่อมกลายเป็นขยะ หรือสิ่งปฏิกูลน่ารังเกียจ แต่ถ้าอยู่ในสวนกลับกลายเป็นปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ให้งอกงาม และออกดอกออกผลน่าชื่นชม  กิ่งไม้ ใบไม้แห้งที่ดูไร้ค่า หากนำมาตกแต่งในแจกันก็กลับกลายเป็นสิ่งงดงามได้  คนสมองทึบอับปัญญามาแต่เล็ก อาจกลายเป็นนักเขียนหรือนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกได้  หรือจะพูดในทางพุทธศาสนา ก็มีพระอรหันต์จำนวนไม่น้อย ต่างเคยเป็นคนเกกมะเหรก แม้แต่วณิพก คนอัปลักษณ์ หรือฆาตกรที่ใครๆ พากันรังเกียจเหยียดหยาม ก็ยังมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ทั้งนั้นก็เป็นได้

การดึง "พรสวรรค์" หรือ ศักยภาพให้ออกมาเปล่งประกายนั้น สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ "วิริยอุตสาหะ" หรือความเพียร หากคนเราขาดความพากเพียรพยายาม แม้ศิลปินเอกชื่อก้องโลกอย่าง "ไมเคิลแองเจโล" จะมีความมั่นอกมั่นใจในฝีมือเพียงใด ก็ไม่อาจผลิตงานชั้นเลิศออกมาได้

จะว่าไปแล้วความพากเพียรพยายามนั้น สำคัญยิ่งกว่าความมั่นอกมั่นใจในฝีมือด้วยซ้ำ  ห้าปีหลังจาก “เดวิด” สำเร็จเสร็จสิ้น ไมเคิลแองเจโลได้รับการ “ร้องขอ” จากพระสันตะปาปาให้วาดภาพจิตรกรรมบนเพดานวิหารซิสตินในกรุงวาติกัน  เขาปฏิเสธทันทีเพราะเขาถนัดแต่งานแกะสลัก ไม่เคยวาดภาพบนพื้นที่ขนาดใหญ่มาก่อน แต่ภายหลังก็จำยอมรับงานชิ้นนี้ ทั้งๆ ที่คาดว่างานนี้จะล้มเหลวไม่เป็นท่า เขาทำงานชิ้นนี้ด้วยความลำบากทั้งกายและใจ เพราะนอกจากเป็นงานที่ไม่ถนัดแล้ว ยังต้องวาดภาพในท่าที่ลำบากอย่างยิ่ง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ทำงานอย่างทุ่มเทโดยใช้สติปัญญาและความสามารถอย่างเต็มที่  ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง ๔ ปี ผลก็คือ สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนไม่เว้นแม้แต่ศิลปินชั้นนำในยุคเดียวกัน โดยเฉพาะภาพ “การสรรค์สร้างอดัม” (The Creative of Adam - ๑๕๑๑) ซึ่งมีพลังมาก  ผลงานชิ้นนี้นอกจากจะงดงามแล้วยังแหวกขนบที่ถือปฏิบัติกันในเวลานั้น เกิดจิตรกรรมแนวใหม่ที่มีอิทธิพลต่อศิลปินในยุคหลังๆต่อมา..



0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น