วิศวกรรมคุณค่า

, , No Comments
Value Engineering

ปัจจุบันพวกเราทุกคน ต่างกำลังยืนอยู่บนสภาพเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่า “ข้าวยากหมากแพง” กันอย่างแท้จริง และหากขึ้นชื่อว่าธุรกิจแล้ว ต่างก็มีการแข่งขันกันที่สูงทั้งนั้น ผู้ที่จะมีชัยในสนามแข่งขันธุระกิจได้ จะต้องมีความครบเครื่องทั้งด้านคุณภาพสินค้า Quality (品質) ต้นทุนที่ต่ำ Cost (原価) และการจัดส่งสินค้า Delivery(納入)ครบทุกองค์ประกอบ



หนึ่งในเทคนิคด้านการบริหารงานที่องค์กรชั้นนำของญี่ปุ่น นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้ธุรกิจเพื่อความอยู่รอดในเรื่องของต้นทุนนั้น ได้แก่ “Value Engineering” (VE) นิยามคำเป็นภาษาไทยว่า “วิศวกรรมคุณค่า” ซึ่งคำๆนี้หมายถึง ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ “คุณค่า” ของสินค้าและบริการ โดยใช้การวิเคราะห์ประโยชน์ การใช้งาน หรือหน้าที่ของสินค้าและบริการนั้นๆ เพื่อให้ “ต้นทุนรวมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า” (Life Cycle Cost) ต่ำที่สุด

การบริหารงานแบบ VE นั้น ถือเป็นการจัดการเชิงบูรณาการที่สร้างนวัตกรรมการบริหารงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด เพราะการที่จะผลิตของราคาถูกออกมาเพื่อให้ขายดีแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เพียงพอ ซึ่งที่จริงแล้วลูกค้าต้องการสินค้าที่คุ้มค่าต่างหาก ซึ่งความคุ้มค่านี้หมายถึง การที่สินค้าและบริการนั้นๆ มี “หน้าที่” ที่ลูกค้าต้องการครบถ้วน และมี “ต้นทุน” ที่ยอมรับได้หรือไม่เป็นภาระกับเงินในกระเป๋านั่นเอง

VE นั้น ถูกคิดค้นโดย Mr. L.D. Mairuz แห่งบริษัท GE ของอเมริกา เมื่อปี 1947 หลังจากนั้นได้เริ่มเผยแพร่สู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1960 ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่นได้นำ VE มาใช้เพื่อการลดต้นทุนกันอย่างกว้างขวาง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทโตโยต้า, ชาร์ป และฮิตาชิ เป็นต้น ในขอบข่ายการของงานการวางแผน คิดค้น ออกแบบ ผลิต Logistic ธุรการ และงานบริการ

กว่า 48 ปีแล้วที่ VE ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจาก VE นั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการแล้ว ยังก่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในแง่ของการได้รับสินค้าและบริการอย่างคุ้มค่า การบริการจัดการอย่าง VE ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์เพื่อสังคม คือ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ส่วนประโยชน์สำหรับองค์กรนั้น คือทำให้บริษัทสามารถรักษาผลกำไรไว้ได้

ถ้ายังไม่คุ้นเคยกับ VE ซึ่งอาจจะฟังดูแล้วคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และใช้ได้เฉพาะกับเรื่องธุรกิจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แนวคิดการบริหารจัดการแบบ VE  เป็นเรื่องที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันของเราได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเราต้องการจะซื้อโทรศัพท์มือถือสักหนึ่งเครื่อง เราควรคำนึงถึง “หน้าที่” หรือความจำเป็นในการใช้งานโทรศัพท์ที่เราอยากได้ก่อน ซึ่งก็คือ “ใช้โทรออก รับสาย รับส่งข้อความ มีขนาดเล็กกะทัดรัด สวยงาม”

ดังนั้น เวลาซื้อก็จะต้องเลือกโทรศัพท์ที่มี “หน้าที่” ที่สามารถตอบโจทย์ได้ ตามที่เราต้องการได้เท่านั้น ส่วน “หน้าที่” ที่เราไม่ต้องการ อาทิ มือถือที่ถ่ายรูปได้ โหลดเกมส์ได้ มี MP4 ดูโทรทัศน์ได้ รองรับระบบ G3 หรือเล่นอินเตอร์เน็ตไต้ ก็ไม่ต้องนำมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจเลือกซื้อ ผลทางตรงที่จะได้รับคือ เราไม่ต้องเสียเงินซื้อโทรศัพท์ที่มีราคาแพง แต่เราไม่ได้ใช้งานตามหน้าที่เหล่านั้นเลย ส่วนผลพลอยได้ของการฝึกคิดตามวิธีการของ VE ก็คือ ทำให้เราเป็นคนที่คิดอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมาย

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คงจะทำให้หลายๆคนพอเห็นภาพกันแล้วนะว่า แนวคิดการบริหารจัดการแบบ VE นั้นเป็นอย่างไร หากได้นำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันในเรื่องอื่นๆ ได้อีก ก็อาจทำให้สามารถยืนอยู่บนยุคข้าวยากหมากแพงได้โดยไม่ลำบากมากนัก...





0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น