ลดหวาน ลูกหลานสุขภาพดี

, , No Comments
หวาน เป็นลม ขมเป็นยา คำนี้เราคงเคยได้ยินกันมานาน เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "หวาน" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงน้ำตาล แต่ทำทำไม่ถึงติดได้ เมื่อติดแล้วจะมีผลต่อสุขภาพอย่างไร



การรับประทานหวานไม่ผิด แต่จะรับประทานอย่างไรให้พอดี และมีผลดีต่อสุขภาพ และไม่ติดหวานอีกด้วย "คุณรู้หรือไม่คนเราสามารถติกหวานได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่" มีการศึกษาให้ทารกดูดนมแม่ และน้ำหวาน พบว่าทารกดูดน้ำหวานแรงและยาวนานกว่าดูดนมแม่ ทั้งยังเพิ่มความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าตัวเล็กติดหวานซะแล้ว

คนเรารับสัมผัสความหวาน ตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งทารกน้อยจะได้รับรสหวานจากน้ำคร่ำ ซึ่งมีกลูโคส ฟรุตโตส กรดแลคติค กรดไขมัน และอื่นๆเป็นส่วนประกอบ และนอกจากนี้อาหารที่มีรสชาติต่างๆที่มารดารับประทานขณะตั้งครรภ์ สามราถส่งผ่านทางรกสู่น้ำคร่ำได้อีกด้วย

น้ำตาลให้พลังงาน ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปี้กระเปร่าเร็ว แต่ถ้าร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเป็นประจำ ต่อมหมวกไตจะทำงานหนัก จนเกิดการผิดปรกติในการในการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่าย และอาจตามมาด้วยไตวาย ต้อกระจก

นักโภขนาการ ถือว่า น้ำตาล เป็นสารที่ให้พลังงานชนิดหนึ่ง เรียกว่า พลังงานว่างเปล่า (Empty carlories) หมายถึง ให้เฉพาะพลังงาน โดยไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างอื่น เป็นอาหารที่ปราศจากกากใย ไมมี วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน หรือสารอาหารอื่นๆ ต่างจาการกินข้าว ที่เราจะได้ทั้งพลังงาน วิตามิน  แร่ธาตุ โปรตีน ทำให้เราไม่จำเป็นต้องกินน้ำตาล ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะสามารถรับน้ำตาลได้จากอาหารทั่วไป อาทิ ข้าว แป้ง ผักและผลไม้ ที่กินกันทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งจะมีสารอาหารประเภทน้ำตาลรวมอยู่ในอาหารนั้นๆด้วย ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับการบริโภคน้ำตาลในชีวิตประจำวัน

**ปริมาณน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน "อินซูลิน" จากต่อมหมวกไต เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยจะน้ำตาลไปเก็บในรูปของ ไกลโคเจน กรดไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอล ซึ่งทำให้อ้วน และอาจเป็นสาเหตุโรคเส้นเลือดอุดตันจากคอเรสเตอรอลได้




0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น