หัวรถจักรไอน้ำเก่าของเราไปไหน?

, , No Comments

หัวรถจักรไอน้ำ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เคยมีอยู่ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงหลังสงคราม ทั้งจากที่เราซื้อหามาเองและโดยการที่ต่างประเทศมอบให้ ซึ่งการรถไฟฯ ได้นำมาใช้ประโยชน์จนปลดระวางแล้วจึงนำเข้าเก็บเข้ากรุเป็นบางส่วน แต่อีกส่วนล่ะ ไปไหน ??


หัวรถจักรที่ญี่ปุ่นเคยนำมาใช้ในบ้านเรา และได้มอบให้แก่ทางการไทยเมื่อสงครามยุติลง หลายสิ่งหลายอย่างในอดีตไม่ว่าดีหรือร้าย คน­ญี่ปุ่นก็ยังคงเก็บไว้เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ นั่นคือหัวรถจักรไอน้ำ คนญี่ปุ่นมีความผูกพันกับหัวรถจักรเก่าอยู่ไม่น้อย แม้ทุกวันนี้ ญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่ามีความเจริ­ญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ จนสามารถผลิตรถไฟที่มีความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือที่เรียกกันว่า รถไฟหัวกระสุนหรือฌินคันเซ็นแล้วก็ตาม


บริษัท โออิคะวะ เรลเวย์ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดฌิสึโอะกะเป็นบริษัทซ่อมหัวรถจักรไอน้ำโบราณ ได้นำหัวรถจักรไอน้ำหมายเลข C 56-44 ที่ซื้อคืนจากประเทศไทยออกจัดแสดงให้ชาว­ญี่ปุ่นและชาวต่างประเทศได้ชมกันหลังจากทำการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ทั้งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งทราบจากเจ้าหน้าที่การรถไฟไทยว่า หัวรถจักรไอน้ำ C 56-44 ได้ขายคืนให้กับ­ญี่ปุ่นไปตั้งแต่เมื่อ 31 ปีที่แล้ว


ครั้งแรกมีข่าวออกมาว่า­ญี่ปุ่นนำกลับไปซ่อม เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะได้มอบคืนให้ ซึ่งผู้ที่ซื้อไปนั้นคือนายซะซะคิ ได้ลงนามรับมอบไปเมื่อ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2519 แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ว่าไว้ ภายหลังมีการแจ้งว่าข่าวสารคลาดเคลื่อน ตามความเป็นจริงแล้วญี่ปุ่นได้ซื้อคืน และนำไปซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิม เพื่อให้สามารถใช้งานได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เตือนความทรงจำที่ครั้งหนึ่ง­ญี่ปุ่นเคยขอใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในสงครามโลกครั้งที่ 2


ท่านที่มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือกิจการใดก็ตามแต่ หากมีเวลาและประสงค์จะไปเยี่ยมชมหัวรถจักรที่ว่านี้ก็ขอบอกกล่าวว่า ให้นั่งรถไฟสายไหนก็ได้ที่จะผ่านจังหวัดฌิสึโอะกะ แล้วลงที่สถานีอิคะริ จากนั้นนั่งรถแท็กซี่ไปที่โรงงานซ่อมสร้างรถไฟโออิคะวะ ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีช่างผู้ชำนา­ญงานและเชี่ยวชา­ญในการซ่อมหัวรถจักรรถไฟโบราณรุ่นต่างๆ มากมาย ภายในโรงงานมีรถไฟจำลองขนาดเท่าของจริงตั้งไว้สองสามขบวน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาว­ญี่ปุ่นไปในตัว แม้จะทำให้รู้สึกเสียดายแต่ก็อดที่จะชื่นชมในความคิดของเขาไม่ได้ แม้จะเสียเงินซื้อคืนมาด้วยราคาสูงแต่ก็นับว่าคุ้มค่าในด้านจิตใจ เด็กๆ ทุกคนที่มาเที่ยวที่นี่ต่างชื่นชอบกับการได้นั่งรถไฟจำลองกันมาก


อะซะฮะระ ผู้จัดการทั่วไปของโรงงานซ่อมสร้าง บริษัท โออิคะวะ เรลเวย์ กล่าวว่า หัวรถจักรไอน้ำรุ่น C 56 ของการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่นนั้น ได้นำออกให้ประชาชนได้รู้จักเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2478 จุดประสงค์คือเพื่อนำมาวิ่งในเส้นทางภายในประเทศ หัวรถจักรรุ่นนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเรื่อยมาจนปีพ.ศ. 2485 รวมแล้วมีหัวรถจักรรุ่นนี้อยู่ถึง 165 หัว “หัวรถจักรรุ่นนี้มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า ‘เจ้าม้าเหล็ก’ เพราะเป็นหัวรถขนาดเล็ก ใครที่ได้สัมผัสแล้วจะรู้สึกชื่นชอบกันทั้งนั้น” อะซะฮะระกล่าว ทั้งยังเพิ่มเติมอีกว่า


ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวรถจักรรุ่น C 56 จำนวนกว่า 90 คัน ถูกส่งไปยังประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในระหว่างปีพ.ศ. 2484-2485 ซึ่งภายหลังก็ได้ถูกใช้ในเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า ที่ต่อมากลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกเมื่อมีการนำไปเข้าฉากในภาพยนตร์


15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นประกาศยุติสงคราม ยอมวางอาวุธ กองทัพอังกฤษได้ยึดทางรถไฟที่ญี่ปุ่นก่อสร้างขึ้นแต่มิได้ใช้ประโยชน์ ในต้นปี พ.ศ. 2489 กองทหารอังกฤษได้สั่งให้รื้อทางรถไฟในเขตพม่าทิ้งเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร และในเขตฝั่งไทยเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร จึงเป็นอันว่าเส้นทางรถไฟสายนี้หมดสภาพไปโดยปริยาย ต่อมาทางการไทยได้ซื้อหัวรถจักรไอน้ำรุ่น C 56 นี้ต่อจากอังกฤษ ตลอดทั้งเส้นทางในระยะ 6 กิโลเมตรพร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ. 2489 ในราคา 1,250,000 ปอนด์ แล้วทำการบูรณะซ่อมแซมจนสามารถเปิดใช้งานได้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


มีหัวรถจักรไอน้ำบางหัวยังคงถูกใช้งานอยู่ในกิจการของการรถไฟไทยในโอกาสพิเศษ คือวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงให้กำเนิดรถไฟไทย และบางส่วนอยู่ในพม่า สำหรับประเทศญี่ปุ่นเองยังคงมีหัวรถจักรรุ่น C 56 ที่ว่านี้อยู่ประมาณ 70 หัวจักร และทั้งหมดนี้ได้หมดวาระหน้าที่ในการรับใช้ประเทศมาอย่างยาวนานลงเมื่อปี พ.ศ. 2516


ญี่ปุ่นได้ซื้อหัวรถจักรไอน้ำรุ่น C 56-31 และ C 56-44 กลับไป และได้นำออกแสดง ณ ศาลเจ้าแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว สำหรับ C 56-44 นั้นได้นำไปทีหลังโดยลงเรือที่ท่าเทียบเรือคลองเตย กรุงเทพฯ แล้วขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือเมืองโยะโคะฮะมะเมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2522 จากนั้นม้าเหล็กรุ่น C 56-44 ก็ถูกส่งต่อไปยังอู่ซ่อมสร้างโออิคะวะ เพื่อรับการบูรณะฟื้นฟู จัดทำเป็นอนุสรณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 120 ปีแห่งมิตรภาพ ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา


เจ้า C 56-44 ที่ได้กลับสู่มาตุภูมิ หลังจากได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ และเข้ารับใช้บ้านเกิดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีตัวอักษร ร.ฟ.ท. ติดให้เห็นเด่นชัดอยู่ที่ด้านข้างเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


คุณอะคิระ ไซระอิ อดีตเจ้าหน้าที่การรถไฟที่เป็นคนมารับหัวรถจักรไอน้ำ C 56-44 จากประเทศไทยได้เล่าให้ฟังว่า ในตอนแรกสภาพที่นำกลับไปนั้น ไม่ต่างอะไรกับโครงเหล็กเท่านั้น ใช้การไม่ได้แล้ว แต่คณะช่างได้ทุ่มเทความสามารถและความตั้งใจลงไป ปลุกหัวรถจักรคันนี้ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ “เราใช้งบประมาณซ่อมแซมประมาณ 8 ล้านบาท ใช้เวลาครึ่งปี แม้แต่ช่างทางยุโรปยังตกใจเลยว่าทำไมถึงทำได้เร็วมาก แม้แต่รางก็ยังต้องเปลี่ยนด้วย เพราะรางใช้ไม่เหมือนกัน...


...เราได้รีฟอร์มหัวรถจักรคันนี้ให้ดีเหมือนเดิม พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวบริเวณนี้ขึ้น เชิ­ญชวนให้คนมาดูรถสมัยสงครามโลก ทั้งคนไทยและคน­ญี่ปุ่น สำหรับคน­ญี่ปุ่นนั้น ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก มีความดีใจที่ได้นั่ง ได้เห็นรถคันนี้ถูกนำกลับมา เราไม่ได้มีไว้เพื่อการท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่าหัวรถจักรคันนี้มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงได้ไปอยู่ประเทศไทย และนำกลับมาได้อย่างไร” อะคิระอธิบาย


แม้จะเป็นเพียงวัตถุ แต่ “หัวรถจักรไอน้ำ” คือสิ่งที่ยืนยันถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโลก จากมือของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ผ่านห้วงเวลามาอย่างยาวนานทั้งเลือดและน้ำตา ขณะเดียวกัน หัวรถจักรไอน้ำที่การรถไฟของไทยเราเคยมีและเคยนำมาใช้งาน แม้จะเหลือเพียงแค่โครงเหล็ก แต่ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง ทำไมประเทศอื่นเขาจึงมีความหวงแหนนัก

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น