อาหารมีความสำคัญต่อร่างกาย ทำให้การปรุงอาหารมีส่วนสำคัญต่อคุณค่าทางโภชนาการที่เราจะได้รับจากอาหารชนิดนั้น ๆ ซึ่งการปรุงอาหารแต่ละวิธีจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันต่ออาหาร ทั้งในเรื่องรสชาติหรือแม้แต่คุณค่าทางโภชนาการที่ได้ หากเป็นไปได้ ควรเลือกวิธีปรุงอาหารที่มีไชมันน้อย และไม่ทำลายคุณค่าทางอาหาร

เหตุผลที่เรานำวัตถุดิบต่าง ๆ มาปรุงเป็นอาหาร ก็เพื่อให้อาหารนั้นมีรสชาติที่เรากินได้และสามารถย่อยได้ง่ายขึ้น เราจึงควรเลือกวิธีปรุงอาหารให้เหมาะสมกับวัตถุดิบแต่ละชนืด เช่น การลวกจะช่วยให้ผักยังคงสีสันและความสดใว้ได้  แต่หากจะปรุงเนื้อชิ้นใหญ่ เราอาจต้องใช้วิธีเคี่ยวจนกระทั่งได้เนื้อที่นุ่ม หรืออาจใช้วิธีการผสมผสานกัน เช่น การทอดด้วยไฟแรงแล้วนำมาตุ๋นด้วยไฟอ่อนจะทำให้ได้เนื้อที่นุ่นเป็นสีน้ำตาล และมีกลิ่นหอมที่ชวนน่ารับประทานอีกด้วย

คล็ดลับการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

การผัด
ผัดทีละอย่าง ถ้าเป็นเมนูที่ต้องผัดผักหลายชนืด คววรใส่ผักลงไปผัดทีละอย่าง โดยเริ่มจากผักที่สุกยากก่อนไปจนถึงผักที่สุกง่ายที่สุด และอย่าลืมคนบ่อย ๆ หรือตวัดตะหริวไปมาเมื่อผัดในกะทะกันลึก และให้ใช้น้ำมันน้อยกว่าเมื่อผัดในกะทะก้นแบน ใส่น้ำมันน้อย ๆแค่พอให้ผัดได้ทั่วถึง

การต้ม
น้ำต้มผัก ยังมีรสชาติและคุณค่าทางอาหารอยู่ สามารถนำมาใช้ซ้ำ โดยทำเป็นน้ำซุบ น้ำต้มกระดูก หรือจะนำมาทำซอสก็ได้ เพื่อไม่ให้เสียคุณค่าทางอาหารเมื่อนำไปต้ม ควรตั้งน้ำจนเดือดแล้วค่อยใส่ผักลงไป ให้ใช้ไฟแรงจนกว่าจะลวกเสร็จ

การนึ่ง
ควรตัดชิ้นอาหารให้เท่า ๆ กันเมื่อใช้วิธีการนึ่ง เพื่อให้อาหารสุกได้อย่างทั่วถึงในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับการห่ออาหารก่อนนึ่ง จะช่วยรักษาความ หอม, อร่อย, และคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำของอาหารที่ได้จากการนึ่ง ที่จะนำมาราดลงบนจานอาหารที่จะเสิร็ฟ หรือผสมในซอส

เมื่อนำผักมาปรุงเป็นอาหาร โดยเฉพาะผักใบเขียวซึ่งส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วย "วิตามินซี" ที่จะถูกทำลายโดยความร้อน หากต้องการรักษาคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งสีสัน ผืวสัมผ้สและรสชาติไว้ ต้องปรุงอย่างรวดเร็ว  เช่น ผัดด้วยความร้อนสูง...




ไฟเบอร์ หรือ เส้นใยอาหาร (Dietary fiber)เป็นสารอาหารที่มักถูกกล่าวถึงมากที่สุดในเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ และถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ละลายได้ และไม่ละลายน้ำ

เส้นใยอาหารประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยสลายได้ อาหารที่มีเส้นใยสูงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ธัญพืช, ขนมปัง, ผัก, ผลไม้, รวมถึง ถั่วประเภทต่าง ๆ

ลดอาการท้องผูก

อาการท้องผูกเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนจำนวนมาก แม้กระทั่งผู้ที่รับประทานอาหารที่ดีก็ไม่ได้รับการยกเว้น อาการท้องผูกเป็นประจำอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมายตามมา เนื่องจากมีการหมักหมมของอุจจาระอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน การรับประมานอาหารที่มีเส้นใยที่มากขึ้นจะช่วยให้ลำไส้ และกาทำงานของระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากเส้นใยอาหารจะไม่ได้รับการดูดซึมผ่านทางเดินอาหารอาหาร. ทำให้ไม่เกืดการหมักหมมอยู่ในร่างกาย อาหารมี่มีเส้นใยสูงจะพบได้มากใน ผัก, ผลไม้, และรำข้าวสาลี นอกจากนี้อาหารที่มีเส้นใยสูงยังอาจลดความเสี่ยงต่อโรคริดสีดวงทวาร

ควบคุมน้ำหนัก

เส้นใยอาหารมีแคลอรี่น้อยกว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น การศึกษาแสดงให้เห็นว่าคนที่รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใย มีแนวโน้มที่จะควบคุมน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าคนที่ไม่ชอบรับประมานอาหารที่ทีเส้นใย หากคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักหรือรักษาน้ำหนักปัจจุบันลองเพิ่มอาหารที่มีเส้นใยสูงให้กับมื้ออาหารของคุณ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

ลดคอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอลสูงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาหารและการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่ดีมักเป็นต้นเหตุของคอเลสเตอรอลสูง ที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพมากมาย คอเลสเตอรอลสูงอาจทำให้หลอดเลือด ตีบหรืออุดตัน หรืออาจก่อปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ต่อสุขภาพได้ในอนาคต การทดลองทางคลินิกหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการบริโภคเส้นใยมีความหนืดช่วยลดทั้งปริมาณรวมและ LDL (คิดเป็น "คอเลสเตอรอล" ที่ไม่ดี) อาหารที่ใช้ในการศึกษาเหล่านี้ ได้แก่ ถั่วถั่วลันเตาและถั่ว

รักษาระดับน้ำตาลในเลือด

อาหารที่มีเส้นใยชะลอการดูดซึมสารอาหารและน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคเบาหวานประเภท 2 มักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีน้ำหนักตัวเกิน หรือมีน้ำตาลและไขมันที่สูง การเพิ่มเส้นใยในอาหาร และการรับประทานอาหารสมดุลที่ดีต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังสามารถช่วยปรับปรุงหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ในอนาคต 

ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจ

ทุก ๆ 7 กรัม ของเส้นใยในอาหารที่ยริโภคทุกวัน ความเสี่ยงของโรคหัวใจลดลงร้อยละ 9 การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน BMJ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการขจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินในระบบร่างกาย ถูกนำพาออกจากร่างกายผ่านระบบขับถ่าย ก่อนที่จะสามารถอุดตันหลอดเลือดแดง




เรามักเห็นเด็กๆ "เลียนแบบ" พฤติกรรม ของเราในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ...และเมื่อมองย้อนกลับเมื่อตอนเราเป็นเด็ก เราก็มักจะลอกเลียนแบบ คุณพ่อ-คุณแม่ และคนในบ้านอยู่เสมอๆ บางเรื่องก็เป็นที่น่าตลก ขบขัน และบางเรื่องก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก

เพราะคุณพ่อ-คณแม่ และคนในครอบครัว คือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับ เด็ก ๆ มากที่สุด และการเลียนแบบของเด็ก ๆ นั้นอาจจะเลียนแบบทั้งสิ่งไม่ดีและสิ่งที่ดีปะปนกันไป ในอดีต คุณพ่อ และคุณแม่ของเรามักจะเป็นแบบอย่างให้กับตัวเรา

หากลองนึกทบทวนให้ดีจะเห็นว่า พฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างของตัวเราจะเหมือน คุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งเด็ก ๆ ก็หมือนกัน เรียนรู้ และเกิดการลอกเลียนแบบจากตัวเราทุกวัน เช่น หากเราชอบเดินออกกำลังกาย หรือการขี่จักรยาน แทนการนั่งจมอยู่กับหน้าจอทีวี เด็กๆ จะเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมของเรา และกลายเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายไปได้ในที่สุด.

คุณพ่อ-คุณแม่ ทุกครอบครัวต้องการสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับลูก-หลานภายในบ้าน การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ จะช่วยพัฒนาพฤติกรรมในเชิงบวก และมีความจำเป็นสำหรับเด็กในช่วงอายุ 4-12 ปี คุณพ่อ-คุณแม่ และคนในครอบครัว จึงต้องระมัดระวังทั้งด้านการกระทำ และคำพูดเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็ก ๆ

เพราะพฤติกรรมการลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นในวัยนี้ จะเริ่มตั้งแต่อายุขวบเศษ จนเมื่ออายุเกิน 2 ขวบ เด็กถึงจะตั้งใจเลียนแบบคนรอบ ๆ ด้วยตนเอง ไม่เฉพาะแต่เลียนแบบเด็ก ๆ ด้วยกันเองเท่านั้น ยังชอบลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือคนที่โตกว่าอีกด้วย จนมีคำกล่าวที่ว่า “เด็กๆ คือกระจกที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้ใหญ่” โดยเฉพาะกับเด็กๆ ในช่วงวัยนี้

ดร.ลิซา นาลเว็น กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ และพฤติกรรมเด็ก แห่งสถาบันการพัฒนาเด็กในรัฐนิวเจอร์ซี กล่าวว่า “การลอกเลียนแบบนั้นสำคัญต่อเด็ก เป็นพัฒนาการและการเจริญเติบโตของศักยภาพของสมองเด็ก" อาทิเช่น ทักษะทางด้านการใช้ภาษาไปจนถึงทักษะทางด้านสังคม

ในปัจจุบันนี้ มี คุณพ่อ-คุณแม่ หลายคนได้ปล่อยปะละเลยพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กนี้ โดนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า "เด็กยังเล็กและยังไร้เดียงสา" คงยังไม่เข้าใจในคำพูด หรือพฤติกรรมการแสดงออกทางด้านต่างๆ ของผู้ใหญ่ ซึ่งนั้นก็มีส่วนถูก แต่เด็กๆ จะลอกเลียนแบบพฤติกรรม หรือการกระทำนั้น ๆ  และนำไปใช้โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกหรือผิดนั่นเอง

พฤติกรรมการ "ลอกเลียนแบบ" ในวัยเด็ก อาจยังไม่สร้างปัญหาหรือความหนักใจให้กับ คุณพ่อ-คุณแม่ ในขณะที่เค้ายังเป็นเด็กเล็กอยู่ แต่ปัญหาพฤติกรรมการเลียนแบบนี้ มักจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตามกาลเวลา โดยอาจเริ่มสร้างปัญหาแก่ คุณพ่อ-คุณแม่ ปละผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียน วัยรุ่น และยังอาจส่งผลไปจนถึงวัยทำงานได้อีกด้วย

อนาคตของเด็ก ๆ ทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ และลอกเลียนแบบ ในระหว่างการพัฒนา ทั้งการรับรู้ เรียนรู้ และลอกเลียนแบบ จาก คุณพ่อ-คุณแม่ และคนในครอบครัว







คุณทราบหรือไม่ว่า? ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจก่อนวัยอันควรของญาติผู้ใหญ่ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของลูกหลานที่จะทำให้เป็นโรคหัวใจได้ด้วยเช่นกัน นักวิจัยพบว่า ผู้ที่มีพี่น้องท้องเดียวกันหรือพ่อแม่เดียวกันเกิดเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก่อนวัยอันควร มีโอกาสที่จะถูกตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจได้สูงกว่าบุคคลอื่นถึง 2 เท่า ยิ่งหากมีพี่น้องหลายคนป่วยและเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้มากยิ่งขึ้น

โรคหัวใจ และหลอดเลือดเป็นโรคที่เราพบบ่อย และพบมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยเสี่ยงคือ ประวัติในครอบครัวที่มีอาการ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ ความเครียด ไขมันในเลือด และคุณรู้หรือไม่ "ทุกๆชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิตด้วย โรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 5-7 คน" แต่หากรวมเรื่องหลอดเลือดสมองก็จะมากขึ้น รวมทั้งโรคเบาหวานด้วยแล้ว 3 โรคนี้ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตทุกๆ 6 นาที จะมีผู้ป่วย 1 ราย ที่เสียชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีสถิติผู้เป็นโรคหัวใจสูงขึ้นทุกปี โดยพุ่งสูงขึ้นกว่าปีละ 17,000 ราย เนื่องจากพฤติกรรมของแต่ละบุคคลเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การหันไปรับประทานอาหารแบบตะวันตกกันมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบ 5 หมู่ การมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีแต่แป้งเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งยังขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และละเลยการตรวจสุขภาพ ยิ่งทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าปกติถึง 3-4 เท่า และนอกเหนือจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว พันธุกรรมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

แม้คนในครอบครัวจะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของลูกหลาน แต่ตัวเราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ ด้วยการดำเนินชีวิตที่มีสุขภาพดี, เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม, ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและดื่มน้ำมาก ๆ ทุกองค์ประกอบเหล่านี้สามารถนำไปสู่ การมีสุขภาพหัวใจที่ดีได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และการเจ็บป่วยจากจังหวะการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้

อาหารดี หัวใจดี

ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทูน่าที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 กรดไขมัน ข้าวกล้อง, ถั่วสีดำและถั่ว, ข้าวโอ๊ต อัลมอนด์, ผักคะน้า, ส้ม, บลูเบอร์รี่ ไวน์แดง และอาหารที่มีเส้นใยสูงต่าง ๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่สด สะอาด และปรุงเสร็จใหม่ๆ

กระเทียม ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น ลดความดันให้หลอดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทำให้ให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้หลอดเลือดมีสุขภาพดีช่วยลดโอกาสของหัวใจวายและลดโอกาสการพัฒนาสู่โรคหัวใจ

รับประทานแต่พอดี

การบริโภคเกลือในปริมาณที่มากเกินจำเป็น มีผลโดยตรงกับความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ อาหารแปรรูปจำนวนมากมีปริมาณเกลือที่สูง จึงควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลง ลดอาหารหวานจัด ควรบริโภคอาหารที่กากใยมากขึ้น ประเภทผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด ลดปริมาณการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ให้น้อยกว่า 3 มื้อในแต่ละสัปดาห์

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่หักโหม

จากงานวิจัย แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายอย่างหนักเกินกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อาจมีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพ สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน, เมโยคลินิกและสถาบันสุขภาพระดับโลกแนะนำ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยของเวลาในการออกกำลังกาย และไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์  หากคุณไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน อาจเริ่มต้นจากง่ายๆ เพียงแค่ 5 นาทีต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ โยคะ แอโรบิค หรือการออกกำลังกายที่เรียบง่ายในแบบอื่นๆ

ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่

เพียงแค่ 20 นาทีหลังจากหยุดสูบบุหรี่ อัตราการเต้นของหัวใจจะเริ่มที่จะกลับมาเต้นอย่างเป็นปกติ หลังจาก 2 ชั่วโมงที่สูบบุหรี่มวนสุดท้าย ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะกลับไปอยู่ในระดับที่มีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ และเพียง 12 ชั่วโมงหลังจากที่หยุดสูบระดับออกซิเจนในเลือดจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ผลกระทบของการสูบบุหรี่เราทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีผลต่อปอดและหัวใจ
หยุด! สูบบุหรี่ในวันนี้ คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ และการมีสุขภาพดีที่คุณรู้สึกได้ถึง ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง 

ดื่มได้ แต่มีสติ

ดื่มบ้างเป็นครั้งคราวกับแก้วไวน์หรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ไม่มากนัก ต่างจากการดื่มอย่างหักโหมที่สามารถทำให้เกิดความเสียหายในระยะสั้นและระยะยาวต่อกล้ามเนื้อหัวใจ การดื่มอย่างหนักยังเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวให้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงและโอกาสของการเกิดอาการหัวใจวายอย่างเฉียบพลันได้อีกด้วย คุณยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการดื่มได้ แต่ในปริมาณที่ไม่ควรเกิน 1 หรือ 2 แก้วต่อครั้งในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์
ลด ละ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยกว่า 12 แก้วในแต่ละสัปดาห์
ถึงแม้พฤติกรรมการดำเนินชีวิต และพันธุ์กรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เพิ่มโอกาสเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ..คุณอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น กรรมพันธุ์ ประวัติครอบครัว อายุ เพศ 


แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ด้วยการรับประทานอาหารที่ดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถป้องกัน หรือลดความเสี่ยงของโอกาสในการเป็นได้หากเรารู้เท่าทัน




ปัญหาเด็กพฤติกรรมก้าวร้าว หรือพูดคำไม่สุภาพ (คำหยาบ) เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อ-คุณแม่และคนรอบข้าง แม้ว่าปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวัยเด็กนี้จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากนัก แต่อาจส่งผลเมื่อตอนโตขึ้น

 .. ทุกวันนี้ผู้ใหญ่ทั่วโลก... เผชิญกับความท้าทายของการแก้ไขพฤติกรรมนี้ การแก้ปัญหาเด็กก้าวร้าวและพูดคำไม่สุภาพนั้น ควรจะเริ่มสนใจที่มาที่ไปของคำไม่สุภาพนั้นว่าเด็กไปเรียนรู้เอาคำนั้นมาจากไหน ใครเป็นแบบอย่าง หรือใครพูดให้เด็กได้ยิน..

เพื่อให้พฤติกรรมเด็กพูดคำไม่สุภาพจะได้หมดไป.. ตลอดจนเด็กสามารถแยกแยะได้ว่าประเภทไหนควรพูดประเภทไหนไม่ควรพูด เพื่อที่ว่าเด็กสามารถตระหนักได้ถึง "คำที่ควรพูดและคำที่ไม่ควรพูด" และด้วยพฤติกรรมที่ไม่เป็นปกติของเด็กก็จะเป็นปัญหาสำหรับตัวเด็ก และครอบครัวที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา คุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครองควรที่จะปรับปรุงแก้ไขให้เด็กกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หากปล่อยปละละเลย และไม่หาวิธีการแก้ไขพฤติกรรมนี้ให้หมดไป เด็กก็จะติดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวไปจนโต

พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว หรือเด็กใช้พูดคำไม่สุภาพเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกบ้าน พราะเมื่อเด็กๆ มีเพื่อนหรือไปโรงเรียนจะเกิดการเลียนแบบกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีสื่อต่างๆให้เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เด็กๆ มักจะเริ่มจดจำและเลียนแบบเมื่ออายุได้ประมาณ 2-4 ขวบ โดยเฉพาะคำพูด เมื่อได้ยินบ่อยๆ และทดลองการใช้คำพูด โดยที่ไม่รู้ความหมาย ซึ่งบางครั้งผู้ใหญ่ได้ฟังแล้วเห็นว่าเด็กพูดด้วยความไม่เข้าใจ ความไร้เดียงสาพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าการพูดเช่นนี้ดี

พฤติกรรมที่ก้าวร้าว เป็นพฤติกรรมที่คุณพ่อ-คุณแม่และผู้ปกครองสามารถมองเห็นได้อย่างชัด และจะส่งผลถึงอนาคตหากไม่ได้รับการแก้ไข บ่อยครั้งที่เด็กๆแสดงพฤติกรรมนี้ เพื่อให้ได้รับความสนใจ จากคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนๆด้วยการเอาชนะโดยการโต้เถียง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น แสดงความก้าวร้าวโดยใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม ทำให้คนอื่นโกรธ เด็กจะรู้สึกถึงอำนาจในการควบคุมมากขึ้น หรือการที่เด็กขาดความสนใจจาก คุณพ่อ-คุณแม่ ทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เป็นต้น

สาเหตที่พบบ่อย

- ผู้ใหญ่รอบๆตัวเด็ก มีพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่? เป็นเหตุผลลำดับต้นๆว่าทำไมเด็กๆจึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะพวกเขาจะได้รับสิ่งนี้จากการเลียนแบบผู้ใหญ่ที่อยู่รอบๆตัว

- ขาดความสนใจ เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เด็กแสดงของพฤติกรรมนี้ เด็ก ๆ มักจะทำอะไรที่อยากจะได้รับความสนใจจากคุณ-คุณแม่ ถึงแม้ว่ามันจะด้านเป็นลบ ควรคิดเกี่ยวกับมัน - เพื่อเด็ก

- ทัศนคติของคุณพ่อ-คุณแม่ หรือผู้ใหญ่ในบ้าน บางครั้งทัศนคติของผู้ใหญ่กลับเป็นตัวผลักดันให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ เพื่อที่จะปรับทัศนคติของเด็ก บางครั้งผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบ้านจะต้องปรับทัศนคติตัวเองด้วย

- สิ่งแวดล้อมนอกบ้าน บ่อยครั้งที่เด็กเห็นพฤติกรรมและรับฟังจากนอกบ้าน ขณะที่ออกไปเล่นนอกบ้าน

- เพื่อแสดงถึงอำนาจ เมื่อพูดแล้วทำให้คนอื่นมีปฏิกิริยาตอบสนองได้มากกว่า เป็นคำที่มีอำนาจสูง สามารถควบคุมคนอื่นได้

จะลดปัญหานี้ได้อย่างไร?

การเลี้ยงเด็กเป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิตของคุณ? ด้วยการเลี้ยงดูที่ดีและมีระเบียบวินัยที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เกิดจากความตั้งใจในการกระทำของเด็ก ซึ่งเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวเด็กและต่อผู้ที่อยู่รอบข้างได้ในอนาคต

เริ่มต้นต้องมีกฎ

ทักษะการเลี้ยงดูที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็น คุณพ่อ-คุณแม่ จำเป็นต้องมีกฏระเบียบ และการลงโทษที่เหมาะสมโดบใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และอย่าลืมว่ากฎระเบียบของครอบครัวก็ควรจะถูกบังคับใช้โดยทั้งคุณพ่อและคุณแม่

ตำหนิเมื่อจำเป็น

ผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญถ้าเด็กแสดงสัญญาณใด ๆ ของพฤตืกรรมก้าวร้าวหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรดุว่าหรือลงโทษเด็กรุนแรง แต่ควรสอนให้เด็กพูดคำอื่นแทน เช่น "แม่ไม่ชอบคำนี้ เราจะไม่พูดคำนี้ ไม่ใช้คำนี้กัน" หรือ "แม่เสียใจที่ลูกแสดงพฤติกรรมเช่นนี้" และควรสอนเด็กในขณะนั้นทันทีอย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน โดยชี้แจงในเหตุผล และควรบอกด้วยว่าถ้าคนอื่นๆได้เห็นและได้รับฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร? และจะมองว่าลูกเป็นเด็กไม่น่ารักอย่างไร?

การเลี้ยงดูที่ดี

ทักษะการเลี้ยงดูที่ดีมีความสำคัญมากสำหรับเด็ก คุณพ่อ-คุณแม่ ที่กรีดร้องโวยวาย หรือตีเด็กด้วยความรุนแรง เพียงเพราะการเรียนการสอนการบ้าน หรือการที่เด็กทำอะไรไม่ได้ดังใจ ควรแสดงให้บุตร-หลานเห็นโดยผ่านการกระทำของคุณพ่อต่อคุณแม่ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้เด็กๆเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมที่เหมาะสม

ใช้วินัยเชิงบวกปรับเปลี่ยนให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม อย่าติดสินบนเขาด้วยขนมหรือสื่งของเพื่อให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรม การปฏิบัติของคุณพ่อ-คุณแม่ต้องแน่นอนและสม่ำเสมอ โดยสอนหรือบอกเด็กให้เข้าใจอย่างง่ายๆและสั้นๆ และที่สำคัญคุณพ่อ-คุณแม่ควรให้เวลาและโอกาส ลูกจึงจะกลับมาเป็นเด็กที่น่ารัก และพูดจาไพเราะได้เหมือนเดิม


ด้วยความหลากหลายของวิธีการที่คุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครองสามารถจัดการกับเด็กที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพื่อเด็กๆจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดกระทำแล้วเป็นที่ยอมรับ สิ่งใดที่ทำแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ

วรปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กซึมซับพฤติกรรมที่ดีอย่างถูกต้อง จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคมได้ดีและมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยอีกด้วย